บรรยากาศการซื้อขายทองคำ ที่ย่านเยาวราช ในวันนี้ (3 มี.ค. 2569) ยังคงมีความ “คึกคัก” เป็นวันที่ 2 หลังราคาทองคำ ปรับตัวในระดับสูง ภายหลังเกิด “สงครามตะวันออกกลาง” ทำให้ราคาทองคำรูปพรรณและทองคำแท่งมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนและนักลงทุนจำนวนมากแห่เดินทางมา ติดตามสถานการณ์ รวมถึงการซื้อและการขายทำ “กำไร” โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ที่นักลงทุนแห่ขายเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่วันนี้มีผู้ซื้อมากกว่าขาย
สำหรับภาพรวมวานนี้ (2 มี.ค.) เปิดตลาดปรับขึ้น 42 ครั้ง รวม 2650 บาท ส่วนเมื่อเสาร์ปรับขึ้นมา 1,450 บาท โดยรวม 2 วัน ปรับขึ้นมา 4,000 กว่าบาท ส่วน เปิดตลาดเช้าวันนี้ ราคาทองคำปรับลดลงไป 600 บาท เปิดตลาดเช้านี้ขายอยู่ที่ 79,450 บาท

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ยังต้องติดตามสถานการณ์ สงครามตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด ว่า จะมีการขยายวงกว้าง ยืดเยื้อเพียงใด หากความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นได้อีก
ในช่วงนี้ ราคาจะขึ้นลงลงแรง หากยืดเยื้อ อาจจะผันผวน ถ้าเหตุการ์รุนแรงจะขึ้นไปได้อีก หากสถานการณ์สงคราม คลี่คลาย ไปในทางที่ดีระยะหนึ่งราคาทองคำก็เข้าสู่สภาวะปกติ เปรียบเหมือนยูเครน กับรัสเซีย ที่ยืดเยื้อมา 4-5 ปี ราคาทองคำจึงไม่มีเคลื่อนไหวมาก เหมือนช่วงแรกที่ปรับขึ้นพอสมควร ราคาทองที่ขึ้นมาแรง ในช่วงนี้เกิดจากสภาวะสงคราม แต่หากมองระยะยาวสภาวะปกติแล้ว ทองคำยังเป็นขาขึ้น

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายก สมาคมค้าทองคำ
สำหรับการปรับขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่มี สภาวะสงครามตะวันออกกลางก็ยังไม่เทียบเท่ากับที่เคยขึ้นไปทำนิวไฮเมื่อ 29 มกราคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ 81,900 กว่าบาทต่อบาท แต่เชื่อว่าอีกไม่นานคงจะได้เห็นการทำนิวไฮใหม่ ดังนั้น คนที่ติดดอยอยู่ ขอให้ใจเย็นๆ เพราะนับตั้งแต่ 29 มกราคม 2569 ก็ขึ้นมา 20% ซึ่งเป็นการขึ้นที่ผิดปกติเช่นกัน เปรียบเทียบกับราคาทอง 3 ปีที่ผ่านมาปี 2567 ทองคำปรับขึ้น 29% ปี 2568 ขึ้นมา 60% ปี 2569 ก็ขึ้นมาเเล้ว 20%
ซึ่งปกติหากมองย้อนหลังถ้าไม่มีประธานาธิบดี ทรัมป์ เฉลี่ยปีนึงขึ้น 89% ไม่มีขึ้นแรงขนาดนี้ ราคาที่ขึ้นแรง จึงมีโอกาสที่ จะทำกำไรออกมาเยอะ ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนในระยะยาว ที่มีเงินเย็นๆ แต่หากลงทุนระยะสั้นต้องระมัดระวัง

